untitled
posted on 21 May 2009 20:50 by fic-daeri
กาลเวลามักจะแปรเปลี่ยนไปเสมอ
แต่......ทำไมคนเราถึงเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างตามกาลเวลาไปไม่ได้
บางคนพึงพอใจที่จะไม่เปลี่ยน หากแต่บางคนกลับพึงพอใจที่จะเปลี่ยนแปลง
บางอย่างที่เป็นกฏเกณฑ์ ทฤษฎี หรือ ความเชื่อ ที่คิดว่าไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้
แต่.....10 หรือ 100 หรือ 1000 ปีให้หลังสิ่งที่ว่าแน่นอนกลับเปลี่ยนแปลง
แล้วทำไม 'ผม' มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งถึงเปลี่ยนหัวใจของตัวเองไม่ได้สักที
หรือว่ามันยังไม่ถึงเวลา ....
หรือเวลาของผมยังไม่นานพอ....
แล้ว....ผมต้องรออีกนานแค่ไหนนะ?
เวลามากเท่าไหร่ที่จะทำให้ผมเปลี่ยนแปลง
เมื่อไร 'หัวใจ' ที่จงรักภักดีต่อเขาเพียงผู้เดียวจึงจะจางหาย
คำถามมากมายที่ผมเฝ้าถามวนไปเวียนมาตลอด 5 ปีที่ผ่านไป ...
มันล้วนแต่วนกลับไปที่เดิม กลับไปหา 'เขา' คนเดิม คนที่ผมจากมา........
..
.
.
น่าแปลกที่คนอย่างผมจะมานั่งร้านกาแฟริมข้างทางอย่างนี้ ร้านกาแฟเล็กๆ ที่ไม่ได้มีเสน่ห์ดึงดูดให้น่าเข้านัก แต่....ผมก็เลือกที่จะก้าวเข้ามา
"สวัสดิ์ดีครับ ... เชิญข้างในเลยคร้าบ" เสียงสดใสของพนักงานต้อนรับช่วยให้ผมผ่อนคลายเรื่องที่คิดลงบ้าง อย่างน้อยผมก็ไม่ได้อยู่บนโลกนี้เพียงลำพัง
"รับอะไรดีครับ...ร้านเรามีทั้ง เอสเปรสโซ่ คาปูชิโน มอคค่า..........." และอีกหลายอย่างที่พนักงานพูดพร่ำร่ายรายการที่ผมคิดว่า หน้าผมคงไม่ได้โง่พอที่จะอ่านไม่ออก
"อีกสักครู่ได้ไหม!" ผมเห็นนะ ว่าพนักงานหน้าเหวอไปนิดที่ผมพูดขัดขึ้นกลางประโยค แต่ก็ยังรักษามาดนักบริการไว้ได้ดี "ครับ....อีกสักครู่จะมารับเมนู"
กาแฟที่ตั้งอยู่ตรงหน้าคงหอมยั่วยวนใจสำหรับใครบางคน แต่ไม่ใช่สำหรับผมในตอนนี้ อาการเหม่อลอยกลับมาอีกครั้ง สมองวกกลับไปหาเรื่องเดิม ผมไม่สำคัญพอที่เขาจะออกตามหาเลยตลอด 5 ปีที่ผ่านจริงนะหรอ ผมไม่ได้ไปไกลเกินกว่าอำนาจที่มีล้นมือของเขาจะลำบากในการตามหา
หรือว่าเค้าเห็นผมเป็นเพียงแค่ของเล่นอย่างที่ใครหลายคนมักบอกผม
หรือเขาพบคนนั้นที่จะทำให้เขาสามารถลืมผมได้ทั้งๆที่พร่ำบอกเสมอว่าผมเป็นเพียงคนเดียวที่เขารัก หึ ! ก็แค่คำหลอกลวง
หรือผมเป็นแค่สายลมที่ผ่านมาและผ่านไปของเขา ไม่ยากที่จะลืมเลือน แค่รับไว้เมื่อสายลมนั้นให้ความสุขกายสบายใจ และหาที่กำบังเมื่อสายลมนั้นพัดแรงเกินกว่าจะต้านทาน
หรือว่า......คนอย่างผมไม่มีค่าพอที่จะคู่ควร เหมือนเช่นที่ผมใช้เป็นข้องอ้างในการจากมา ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่านั้นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง ทั้งที่เหตุที่ผมจากมาเพราะ....
"ขอโทษที่มาช้าคร้าบบบบบบบบ" พนักงานอีกคนของร้าน เดิน...ไม่สิวิ่งเข้ามาด้วยความกระหืดกระหอบเพราะรู้ว่าเข้างานสายดึงสายตาของผมได้อีกครั้ง เพราะรอยยิ้มกระจ่างใสราวกลับว่าบนโลกนี้ไม่มีเรื่องใดให้ทุกข์ทรมานรอยยิ้มที่ราวกลับเทวดาที่สามารถทำให้บรรยากาศรอบข้างสดใสขึ้นมาได้ทันตา แม้แต่ผมก็ยังอดยิ้มไปตามรอยยิ้มนั้นไม่ได้
"ตลอดแหละแกนะแดซอง.....มั่วไปหม้อสาวอีกอะดิ" เสียงเจ้าของร้านดังมาจากหลังร้านเรียกเสียงหัวเราะของคนที่โดนว่าได้อย่างดี
"แหม......ผู้จัดการไม่รู้เหรอฮะว่าผมนะโฮโม จะไปหม้อสาวได้ยังไง?" คำตอบนี้ทำผมอึ้งไปสักพัก จะมีสักกี่คนบนโลกที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นโฮโม
"ถ้าหน้าอย่างแกเป็นโฮโม ฉันคงเป็นตุ๊ดไปแล้ววะคังแดซอง" พนักงานที่ต้อนรับผมเมื่อกี้ ส่งเสียงแซวกลับ ทำให้ผมรู้ว่ามันก็แค่มุขที่เล่นกันเท่านั้น
"55555555 ถ้าแกเป็นตุ๊ดคงอุบาทว์น่าดูวะ" นั่นนะสินะ ใครๆก็คิดว่าโฮโมน่ารังเกียจ หึ! ยิ่งโฮโมที่ถูกทอดทิ้งอย่างผมคงดูน่าสมเพศไปใหญ่!! ความคิดของผมลอยไปไกลอีกครั้ง นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา....
"ขอโทษครับ...เอ่อ.....ร้านจะปิดแล้วนะครับ " พนักงานต้อนรับคนเดิมเข้ามาบอกผมอย่างเกร็งๆ ผมเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมพยักหน้าให้เขารับรู้ว่าผมเข้าใจ ก่อนจะค่อยๆเดินออกจากร้านอย่างเชื่องช้า......ในที่สุดผมก็ต้องกลับไปอยู่อย่างเดียวดาย ช่วงเวลาที่ผมเกลียดที่สุด กลางคืนที่ยาวนาน
มันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผมไปแล้วที่จะต้องมานั่งที่ร้านกาแฟนี้ทุกวัน ราวกลับว่าที่นี้สามารถทำให้ผมผ่อนคลายได้ คงเป็นเพราะรอยยิ้มที่จริงใจของแดซองมั้ง ที่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่เห็น
ผมยังเป็นคนเดิม นั่งนิ่งๆ เหม่อมอง รอคอยเวลาที่แดซองจะเข้าร้าน แล้วรอยยิ้มของเขาก็ทำให้ผมคลายทุกข์ ผมไม่เคยพูดจากับใคร สั่งเอสเปรสโช่หนึ่งแก้วเหมือนทุกครั้งและร้านนี้ไม่เคยเข้ามากวนใจไม่ว่าผมจะนั่งนานแค่ไหน เมื่อถึงเวลาที่แดซองทำงานผมจะนั่งมองเสียงหัวเราะ การพูดคุย หยอกล้อ ยิ้ม ฮัมเพลง ลักษณะทุกอย่างที่เขาทำงาน ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องมอง 'ผมชอบแดซองเหรอ ... ?' ไม่น่าใช่เพราะถ้าหากผมชอบ ผมคงไม่นั่งนิ่งๆมองเขาเฉยๆแบบนี้ อาจเป็นเพราะว่าลักษณะเฉพาะตัวที่แดซองมีมักทำให้คนรอบข้างร่าเริงเสมอ อาจเป็นเพราะผมใช่ประโยชน์จากข้อนี้ทำให้ความโศกเศร้าของผมลดลง ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่เห็นและอยู่ใกล้ แต่ผมไม่ได้อยากครอบครอง
"ขอโทษครับ....ร้านจะปิดแล้วนะ" คราวนี้เป็นคังแดซองที่เข้ามาบอกผม ผมพยักหน้ารับรู้แล้วลุกขึ้น ก่อนที่จะมีเสียงขัดขึ้น
"จะรังเกียจไหมที่... เอ่อ ... จะรอฉันเลิกงานก่อน.." ผมงุนงงอยู่สักพักกับคำถามก่อนที่สมองจะสั่งการปากผมตอบสนองไปก่อนแล้ว "อือ..." รอยยิ้มกระจ่างระบายเต็มหน้าเหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจสะกดผมได้อีกครั้ง
"งั้น...นั่งรอไปก่อนนะ เด๋วจะรีบเก็บร้าน" ท่าทางกระตือรือร้น วิ่งลั้นล้า เรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าผมได้อีกครั้ง ยิ้ม! ยิ้มที่ผมไม่ต้องเสแสร้งเหมือนที่ผมทำมาตลอด 5 ปี
.
.
.
.
"คงตกใจสินะที่ให้รออะ แต่...ฉันก็แปลกใจเหมือนกันนะที่นายอยู่รอ"
"ก็..นิดหน่อย"
“...........”
“...........”
"เงียบ....โธ่เฮ้ย!!!!!! กลัวปากจะเน่ารึไงถ้าพูดมากกว่านั้นอะ นายนะเศร้าเกินไปแล้วนะ หัดพูดคุยกับผู้คนมั้งจะได้ไม่อมทุกข์ขนาดนั้น" ผมได้แต่อ้าปากค้าง ไม่เคยมีใครพูดกับผมอย่างนี้มานานแล้ว ....แล้วแดซองรู้ได้ไงว่าผมเศร้าเออ...จริงๆแล้วก็คงไม่แปลกที่จะรู้ ผมคงแสดงออกมากไป
"โทดที แค่เห็นหน้าอมทุกข์ของนายแล้วมันอดไม่ได้อะ" ผมได้แต่ยิ้มเจื่อนๆส่งคือไปให้
ผมรู้สึกว่าช่วงเวลามันช่างยาวนานเหลือเกินความเงียบที่เข้าปกคลุมแค่ช่วงอึดใจ มันเหมือนกับผมหายใจไม่ออกไปหลายนาที ก่อนที่ผมจะปล่อยตัวเองจมดิ่งอีกครั้ง........!!!!
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก !!! "
O_o แดซองส่งเสียงร้องออกมา ไม่ถูก!! ต้องเรียกว่าอยู่ดีๆก็ตะโกนออกมา ผมไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไร เขาบ้าไปแล้วเหรอ หรือว่าแรงกดดันจากผมทำให้เขาสติแตกไปแล้ว คงไม่ใช่แค่ผมที่แปลกใจ คนรอบๆข้างเริ่มหันมามองเราสองคน สีหน้างุนงง ใครมันบ้ามายืนแหกปากอยู่กลางถนนเนี้ย!!!
แล้วเค้าก็หันมายิ้มให้ผม "ลองดูสิ....ตะโกนแบบฉันดูสิ รับรอง...โล่ง
"อึบ....อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก" แล้วเค้าก็ตะโกนอีกครั้ง ผมได้แต่ยืนบื้อ ทำอะไรไม่ถูกกว่าจะรวบรวมสมาธิได้ รอยยิ้มของผมก็ผุดออกมาอีกครั้ง แล้ว....
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก " ผมก็ตะโกนอย่างบ้าคลั่งแข่งกับแดซอง
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"
"โครมมมมมมมมม ซู่ว์.........................." มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่โดนป้าร้านก๋วยเตี๋ยวริมทางสาดน้ำโครมใหญ่ แล้วก็เสียงตะโกนด่าาาาไล่หลัง “หมาที่บ้านขี้ไม่ออกรึไง....ไอ.....ไอ....ไอ....ไอ(เสียงแอกโคร)”
"...วิ่ง..." แดซองออกคำสั่งพร้อมกลับคว้ามือผมออกวิ่ง
เสียงหัวเราะของเราสองคนดังไม่ขาดสายตลอดทางที่วิ่ง ผมไม่รู้ว่าเราวิ่งมานานเท่าไร จนเลี้ยวเข้าสวนสาธารณะแล้วนั้นแหละเราถึงหยุดวิ่ง แล้วก็ยืนหัวเราะกันอีกสักพัก หัวเราะ !! ผมต้องแปลกใจอีกครั้ง ผมหัวเราะได้ เสียงหัวเราะที่ผมไม่เคยมีมาตลอด 5 ปี ....
เรานั่งเล่นอยู่ที่ชิงช้าแกว่งไกวช้าๆท่ามกลางเสียงเพลงที่แดซองร้องคลอเบาๆ เสียงไพเราะทำให้ผมผ่อนคลายกว่าเคย ทำไมนะ คนคนนี้มีพลังวิเศษรึไงถึงทำให้คนที่อยู่ใกล้สามารถผ่อนคลายได้ขนาดนี้
"นายเป็นพ่อมดรึปาว?" อยู่ดีๆผมก็ส่งเสียงถาม แดซองหันมาทำหน้าแปลกใจใส่ผม
"พะ....พูดได้ด้วย ... นึกว่านายจะพูดไม่ได้ซะอีก" หน้าตาที่แสร้งทำเป็นตกใจนั้น ทำให้ผมชักสีหน้าขึ้นเล็กน้อย
"ฉันเคยพูดกับนายแล้วนะ!!"
"55555555 โอเค....เย็นไว้" รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าราวกลับว่าเขาทำผลงานยิ่งใหญ่สำเร็จ!!
"นายชื่ออะไรนะ.....?"
"นายยังไม่ได้ตอบคำถามฉัน"
"หา....อ๋อ...หึหึ...ปาววววฉันไม่ได้เป็นพ่อมด คราวนี้ตอบฉันได้ยัง" สายตาล้อเลียนและอาการเม้มปากเอาไว้ไม่ให้หัวเราะออกมาเริ่มทำให้ผมหงุดหงิด ผมจึงเลือกที่จะเบือนหน้าหนี มองขึ้นบนฟ้าไม่ยอมตอบ เสียงถอนหายใจที่ดังอยู่ด้านข้าง ทำให้ผมต้องหันกลับมามองอีกครั้ง
"โอเค....ฉันเดาว่านายคงความจำเสื่อมจนจำอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง ก็เลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรกับใคร แล้วก็นั่งอมทุกข์กับอาการคิดไม่ออก ใช่ไหม?" แววตาที่จริงจังกับน้ำเสียงที่หนักแน่น ผมคิดว่าเขาคงคิดจริงๆว่าความคิดนั้นถูกต้องไม่มีวันพลาด ผมอมยิ้มอีกครั้งก่อนที่จะหัวเราะออกมา คนอะไรจินตนาการล้ำเลิศได้ขนาดนี้ คิดได้ไกลสุดกู่จริงๆ 5555555555555555
"ฉัน....55.....คิดว่านายคงดู....55...หนังน้ำเน่ามากไป....5555555" ผมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้ขำมากไปกว่านี้ ใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มเจือ ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเด็กที่เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองทายผิดทั้งๆที่มั่นใจมาตลอด ผมว่าผมรีบเปลี่ยนเรื่องดีกว่า
"ชั้นชื่อซึงฮยอน หรือนายจะเรียกว่า...ซึงรี....ก็ได้" คำตอบนี้คงสร้างความพอใจมากพอที่จะเรียกรอยยิ้มกลับมาได้อีกครั้ง
"ยินดีที่รู็จักคังแดซอง" ผมยืนขึ้นตรงหน้าแดซองพร้อมกับยืนมือออกไปข้างหน้า แดซองทำหน้างงสักพักก่อนรู้ตัว
"ทะ....ทางการจังแหะ ยินดีที่รู้จักนายซึมเศร้า...ซึงรี..."


edit @ 23 May 2009 01:52:30 by Ds_Sr
edit @ 23 May 2009 01:57:50 by Ds_Sr